สถิติ
เปิดเมื่อ19/05/2014
อัพเดท9/11/2017
ผู้เข้าชม83774
แสดงหน้า108412
จำนวนสินค้า235
เมนู
สินค้า
ตรวจสอบสถานะการส่ง
กลัวลูกเป็นสมาธิสั้น
กลัวลูกเป็นสมาธิสั้น
อ้างอิง อ่าน 211 ครั้ง / ตอบ 0 ครั้ง

Babylanla
 

กลัวลูกเป็นสมาธิสั้น

โดย ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ

คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่มีลูกวัยอนุบาลหลายคนกังวลว่าลูกตัวเองจะเป็นสมาธิสั้น เพราะการที่ลูกชอบเล่น ชอบคุย เวลาเรียนหรือดูซุกซนมากกว่าปกติ


สมาธิสั้น,กลัวลูกสมาธิสั้น,ลูกสมาธิสั้น,เด็กสมาธิสั้น,Attention Deficit Hyperactivity Disordes,อาการสมาธิสั้น,รักษาสมาธิสั้น,

 

เมื่อไหร่ที่เริ่มดูออกว่าลูกสมาธิสั้น

การวินิจฉัยจะบอกได้ชัดเจนแน่นอนมากขึ้นในช่วงเด็กขึ้นป.1 ซึ่งเด็กจะต้องนั่งอยู่กับที่มากขึ้น และเด็กปกติจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น รวมทั้งการเรียนในช่วงป.1 เริ่มจะต้องมีกฏเกณฑ์และขอบเขตมากขึ้น เด็กที่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้นก็จะแสดงออกให้เห็นชัดเจนแตกต่างจากเด็กทั่วไปได้



 

อาการของเด็กสมาธิสั้น

เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะต้องมีอาการหลายอย่าง อาการที่สำคัญ 3 ด้านคือ

  • มีสมาธิความสนใจสั้น จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่นาน และว่อกแวกได้ง่าย
  • อยู่ไม่นิ่ง นั่งไม่ค่อยติด จะยุกยิกตลอดเวลา
  • มีความหุนหันพลันแล่นสูง จะยั้งตัวเองไม่ค่อยอยู่ ซึ่งบางครั้งจะทำให้ดูเหมือนกับเป็นคนที่ก้าวร้าว รุนแรง



 

ผลกระทบของอาการสมาธิสั้น

  • สำหรับอาการที่เด็กแสดงออกนั้น จากอาการข้อที่ 1 ที่มีสมาธิสั้นและจดจ่อได้น้อยและว่อกแวกนั้น ก็จะทำให้เด็กมีปัญหาในเรื่องการเรียน มักจะทำงานไม่เสร็จ ผลการ เรียนไม่ดีเท่าที่ควร ดูเหมือนไม่ตั้งใจเรียน เพราะว่อกแวกเก่ง เวลาเล่นมักจะเล่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่นานและเปลี่ยนบ่อยๆ
  • อาการอยู่ไม่นิ่ง ยุกยิกนั้น ก็จะทำให้เด็กมีลักษณะที่นั่งไม่ค่อยติดที่ ขยับยุกยิกตลอดเวลา รบกวนผู้อื่น ซน ชอบแหย่คนโน้นคนนี้ ทำข้าวของเสียหายบ่อยๆ และก็ช่างพูดช่างคุย
  • อาการหุนหันผลันแล่นนั้นก็ทำให้เด็กมีอุบัติเหตุบ่อย ดูเหมือนจะรอคอยไม่เป็น มักจะพูดแทรก รอคิวไม่ค่อยเป็น และบางครั้งยั้งตัวเองไม่อยู่ ทำ ให้เหมือนกับเล่นแรง และก็มีปัญหาทะเลาะกับคนอื่นได้ง่าย

 

เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้ในแทบทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ห้องเรียน หรือในโรงพยาบาล ในห้องตรวจของแพทย์

 

การวินิจฉัยเพื่อรักษาอาการสมาธิสั้น

ในกรณีที่คุณพ่อกังวลใจมากก็ควรจะพาลูกไปพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็ก ซึ่งจะให้การวินิจฉัยที่แน่นอนขึ้น ตอนที่ไปพบแพทย์ควรจะขอรายงานความคิดเห็นจากคุณครูประจำชั้นไปให้แพทย์ดูด้วยจะเป็นประโยชน์อย่างมาก รวมทั้งนำสมุดพก สมุดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ที่เด็กใช้เรียนในชั้นเรียนไปให้แพทย์ดูด้วย จะมีประโยชน์ในการช่วยการวินิจฉัยให้ชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

จาก : เรียบเรียงจาก ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ


Credit:
http://www.momypedia.com/ 


 
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :